ReadyPlanet.com

 หน้ารวมกลุ่มเว็บบอร์ด > ห้องสนทนาทั่วไปเกี่ยวกับการเลี้ยงกุ้ง > ต้นเหตุของปัญหาแพลงก์ตอนกับการ...

ต้นเหตุของปัญหาแพลงก์ตอนกับการเลี้ยงกุ้งขาว


ฟอสฟอรัส : ต้นเหตุของปัญหาแพลงก์ตอนและการเลี้ยงกุ้ง

   ฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่มีความจำเป็นต่อกุ้ง เนื่องจากฟอสฟอรัสมีส่วนสำคัญต่อขบวนการสร้างเปลือกของกุ้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเริ่มต้นของการสร้างเปลือกช่วยรักษาสมดุลกรดด่างภายในร่างกาย และรักษาความด่างศักย์ของเมมเบรน รวมทั้งใช้ในขวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย แม้ว่ากุ้งจะสามารถดูดซึมฟอสฟอรัสจากน้ำมาใช้ได้โดยตรง แต่เนื่องจากในแหล่งน้ำธรรมชาติโดยทั่วไปจะมีปริมาณฟอสฟอรัสต่ำ จึงไม่เพียงพอต่อความต้องการของกุ้ง

   ดังนั้นจึงต้องมีการเสริมฟอสฟอรัสในอาหารกุ้งทั้งนี้ความต้องการฟอสฟอรัสในกุ้งยังขึ้นอยู่กับปริมาณแคลเซียมด้วย

   ในแง่ของระบบนิเวศน์ในบ่อเลี้ยงฟอสฟอรัสยังเป็นธาตุอาหารที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืชซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติของกุ้ง โดยฟอสฟอรัสและไนโตรเจนมักจะเป็นตัวจำกัดผลผลิตของแพลงก์ตอนในบ่อเลี้ยงกุ้งเนื่องจากปริมาณฟอสฟอรัสและไนโตรเจนที่มีในน้ำมักจะน้อยกว่าปริมาณที่แพลงก์ตอนพืชต้องการเมื่อเทียบกับธาตุอาหารชนิดอื่นๆ อย่างไรก็ตามมีแพลงก์ตอนพืชบางชนิดที่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่แหล่งน้ำขาดธาตุไนโตรเจนแต่มีปริมาณฟอสฟอรัสมากเพียงพอ ซึ่งแพลงก์ตอนพืชประเภทดังกล่าวได้แก่ สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงิน (Blue-Green Algae)

   แหล่งที่มาของฟอสฟอรัสในบ่อเลี้ยงกุ้ง

   อาหารกุ้งเป็นแหล่งของฟอสฟอรัสที่สำคัญ โดยที่ 10-20% ของฟอสฟอรัสจะถูกเก็บไว้ในตัวกุ้ง และ 2ใน3 ของปริมาณฟอสฟอรัสจะถูกเก็บสะสมอยู่ที่ดินหรือตะกอนเลน (Sediment)ก้นบ่อ (Boyd, 1994) นอกจากนี้ฟอสฟอรัสในบ่อเลี้ยงกุ้งอาจมาจากการใช้ปุ๋ยในการทำสีน้ำ ได้แก่ ปุ๋ยแคลเซียมและแอมโมเนียฟอสเฟต มาจากการเปลี่ยนถ่ายน้ำและการแพร่จากดินตะกอนสู่น้ำ หรืออาจเกิดจากการระเหยและการตกลงมากับน้ำฝน แต่จะมีปริมาณที่น้อยมาก

                ฟอสฟอรัสเกือบทั้งหมดที่พบในน้ำจะอยู่ในรูปของสารประกอบฟอสเฟต (Phosphates)ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 3 กลุ่มคือ

1.    ออร์โธฟอสเฟต (Orthophosphates) หรืออาจเรียกอีกอย่างว่าฟอสฟอรัสละลายน้ำ (Soluble Reactive Phosphorus) สารประกอบเหล่านี้ละลายน้ำได้ดีและแพลงก์ตอนพืชสามารถนำไปใช้เพื่อการเจริญเติบโต

2.    โพลีฟอสเฟต (Polyphosphates) ซึ่งเป็นสารประกอบที่พบได้มากในน้ำทิ้งที่มาจากบ้านเรือนหรือโรงงานอุตสาหกรรมเนื่องจากเป็นส่วนผสมของน้ำยาทำความสะอาดเมื่อแตกตัว จะให้ออร์โธฟอสเฟตออกมา

3.    สารอินทรีย์ฟอสเฟต (Organic Phosphates) ซึ่งได้จากขบวนการทางชีวภาพ สารฟอสฟอรัสเหล่านี้พบได้ในสารละลาย สารแขวนลอยหรืออินทรียวัตถุที่กำลังเน่าสลายหรือเป็นองค์ประกอบในร่างกายสิ่งมีชีวิต

แพลงก์ตอนพืชมีคุณสมบัติที่สำคัญประการหนึ่งคือ สามารถดูดฟอสฟอรัสได้ในปริมาณที่มากกว่าความต้องการและเก็บส่วนที่เกินนั้นสะสมไว้ใช้ในภายหลัง ในขณะที่ฟอสฟอรัสอีกส่วนหนึ่งค่อนข้างมากจะถูกดูดซับโดยดินหรือตะกอนเลนก้นบ่อ โดยเฉพาะบริเวณผิวของตะกอนเลนซึ่งอยู่ในสภาพที่มีก๊าซออกซิเจน (Aerobic Condition) และตะกอนที่มีสภาพเป็นกรด ตลอดจนตะกอนที่มีปริมาณแคลเซียมคาร์บอเนตสูง ก็จะมีความสามารถในการดูดธาตุฟอสฟอรัสได้ดี ทั้งนี้หากในน้ำที่มีปริมาณของแคลเซียมมากและมีค่าพีเอชสูง ฟอสฟอรัสจะตกตะกอนในรูปของไตรแคลเซียมฟอสเฟต ได้โดยตรง จากการศึกษาในห้องทดลองพบว่าตะกอนพื้นก้นบ่อเป็นแหล่งสะสมฟอสฟอรัสที่สำคัญ (Boyd and Musing, 1981) โดยปริมาณของฟอสฟอรัสที่สะสมจะยิ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปหรอบ่อมีอายุการใช้งานมากขึ้น

                ฟอสฟอรัสในน้ำมีความสัมพันธ์โดยตรงกับฟอสฟอรัสที่อยู่ในตะกอนหรือดินเลนก้นบ่อ กล่าวคือฟอสฟอรัสในน้ำและดินเลนจะมีความสมดุลกัน ถ้าฟอสฟอรัสในน้ำถูกแพลงก์ตอนดึงไปใช้ก็จะทำให้ฟอสฟอรัสในน้ำลดลงและเสียสมดุล ตะกอนเลนก็จะปล่อยฟอสฟอรัสให้กับน้ำเพื่อรักษาสมดุลไว้ ฟอสฟอรัสที่สะสมอยู่ในตะกอนเลนที่พื้นก้นบ่อจะอยู่ในรูปของสารประกอบของแคลเซียม สารประกอบของเหล็กหรือสารประกอบของอะลูมิเนียม โดยปกติถ้าก้นบ่ออยู่ในสภาวะที่มีก๊าซออกซิเจน สารประกอบของฟอสฟอรัสต่างๆจะละลายน้ำได้น้อย แต่เมื่อใดก็ตามที่ก้นบ่อเกิดสภาวะไร้ออกซิเจน (Anaerobic Condition) ฟอสฟอรัสจำนวนมากก็จะถูกปล่อยให้กับน้ำ ทำให้แพลงก์ตอนพืชสามารถเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว

                ผลกระทบที่เกิดจากการสะสมของฟอสฟอรัส

                แม้ว่าจะไม่มีรายงานถึงความเป็นพิษโดยตรงของฟอสฟอรัสต่อสัตว์น้ำก็ตาม แต่บ่อเลี้ยงกุ้งที่เป็นระบบน้ำหมุนเวียนโดยมีการวนน้ำกลับมาใช้ใหม่หลายๆครั้งหรือบ่อเลี้ยงกุ้งซึ่งใช้เลี้ยงกุ้งมาเป็นระยะเวลายาวนาน รวมทั้งบ่อเลี้ยงกุ้งที่มีการเลี้ยงอย่างหนาแน่นก็จะมีการสะสมของฟอสฟอรัสในปริมาณที่สูงและนำไปสู่การเพิ่มการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของแพลงก์ตอนพืช ซึ่งสังเกตได้จากสีน้ำในบ่อมีสีเข้มขึ้น โดยอาจเป็นสีเขียว สีน้ำตาล หรือสีแดง ขึ้นอยู่กับชนิดของแพลงก์ตอนพืชชนิดนั้นๆ ทำให้ค่าพีเอชในบ่อเลี้ยงเปลี่ยนแปลงอย่างมากในรอบวัน และหากการจัดการไม่ดี แพลงก์ตอนพืชเหล่านั้นจะตายอย่างรวดเร็วที่เรียกกันว่า แพลงก์ตอนดรอป ซึ่งปรากฏการณ์นี้ จะมีผลกระทบต่อคุณภาพน้ำโดยตรงรวมถึงตัวกุ้งด้วย เช่น การขาดออกซิเจนกะทันหัน แอมโมเนียเพิ่มขึ้นจากการเน่าสลายของแพลงก์ตอนที่ตาย ทำให้เกิดปัญหาแพลงก์ตอนเข้าเกาะเหงือกกุ้งอ่อนแอไม่กินอาหารและตายในที่สุด

                นอกจากนี้ในพื้นที่การเลี้ยงความเค็มต่ำ อาจจะพบปัญหาการบลูมของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินได้ สาหร่ายกลุ่มนี้โดยเฉพาะพวกไมโครซิลติส (Microcystis) สามารถเจริญเติบโตในแหล่งน้ำได้ตลอดทั้งปี โดยปัจจัยที่มีผลช่วยในการเร่งการบลูมของพวกไมโครซิสติส ได้แก่ น้ำที่มีความเค็มอยู่ระหว่าง 0-10 พีพีที อุณหภูมิเหมาะสมคือระหว่าง 28-35 องศา เซลเซียส น้ำนิ่งๆไม่ไหล น้ำมีความขุ่นมาก ยิ่งไปกว่านั้นถ้าในแหล่งน้ำนั้นมีปริมาณสารอินทรีย์ แอมโมเนียและฟอสฟอรัสที่สูงมากขึ้นเท่าไรก็จะช่วยทำให้ไมโครซิสติสบลูมมากยิ่งขึ้นและจะไปกดการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนอื่นๆ มีรายงานว่า ในบ่อน้ำหรือแหล่งน้ำที่มีออร์โธฟอสเฟตที่ความเข้มข้นเพียง 0.23 พีพีเอ็มก็สามารถทำให้เกิดการบลูมของไมโครซิสติสได้แล้ว (Zohary,1987)

                ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสาหร่ายกลุ่มสีเขียวแกมน้ำเงินคือ เนื่องจากสาหร่ายกลุ่มนี้สามารถสร้างสารประกอบที่มีกลิ่นคล้ายดินหรือโคลน ซึ่งกุ้งสามารถดูดซึมเข้าไปในเนื้อได้หรือกุ้งอาจกินสาหร่ายเข้าไปโดยตรง ทำให้เนื้อกุ้งมีกลิ่นโคลนและนอกจากนี้ยังสร้างสารพิษที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำหลายๆด้าน เช่น ไปยับยั้งการทำงานของระบบประสาทที่ควบคุมกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงและเป็นอัมพาตในที่สุด ยับยั้งขบวนการลอกคราบ ยับยั้งเอ็นไซม์ที่สำคัญที่สร้างจากตับทำให้ระบบการย่อยอาหารไม่สมบูรณ์ ถ้ากุ้งได้รับสารพิษนี้ในปริมาณมากๆ อาการที่พบ เช่น กุ้งเปลือกนิ่มและทยอยร่วงตายไปเรื่อยๆ

                ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้น จะต้องมีการควบคุมและป้องกันการสะสมของฟอสฟอรัสไม่ให้มากจนเกินไป โดยควรทำการตรวจวัดและติดตามปริมาณฟอสเฟตในบ่อเลี้ยงอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยเดือนละ 2 ครั้ง โดยควบคุมให้มีปริมาณออร์โธฟอสเฟตไม่เกิน 0.2 พีพีเอ็มและปริมาณฟอสเฟตทั้งหมดไม่เกิน 0.5 พีพีเอ็ม ไม่เลี้ยงกุ้งหนาแน่นจนเกินไป ให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม และต้องมีการดูดตะกอนเลนก้นบ่อออกมาเก็บที่บ่อเก็บเลนอย่างสม่ำเสมอ เพราะฟอสเฟตจะตกตะกอนอยู่ที่ก้นบ่อ ถ้าไม่ดูดตะกอนเลนออกฟอสเฟตจะละลายกลับมาเป็นอาหารของสาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินได้อีก

 

 



ผู้ตั้งกระทู้ เว็บมาสเตอร์ (rachanfarm-at-hotmail-dot-com) :: วันที่ลงประกาศ 2010-11-15 02:26:45


[1]

ความเห็นที่ 1 (3287454)

ทุกคนสนใจที่จะซื้อผลิตภัณฑ์ของเรามั้ยค่ะถ้าสนใจติดต่อมาได้ที่เบอร์080-4371546 สินค้าของเรามีทั้งหมด 3 ชนิดได้แก่

ผลิตภัณฑ์ไบโอเวอร์เตอร์ ช่วยสร้างแพลงตอนพืชและแพลงตอนสัตว์เป็นอาหารธรรมชาติของกุ้ง ช่วยควบคุมสีนำ้้ ช่วยย่อยสลายของเสียขี้เลน

ผลิตภัณฑ์หัวเชื้อจุลินทรีย์ ใช้ในการผลิตอาหารเสริมปลาหมักสมุนไพรใช้คลุกอาหารให้กุ้งกินช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยการดูดซึมปกป้องระบบทางเดินอาหารของกุ้ง และเพิ่มภูมิคุ้มกันโรค

ผลิตภัณฑ์สมุนไพรกุ้ง ช่วยส่งเสริมสนับสนุนการเจริญเติบโตของกุ้งขาว ช่วยให้กุ้งลอกคราบดีเป็นปกติสร้างเปลือกได้เร็ว สีสวยเปลือกเป็นมัน

ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยและดูดซึมสารอาหารขับถ่ายดีขี้ยาว  และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคได้ด้วย

ผู้แสดงความคิดเห็น ตูน (toon_an_toon-at-hotmail-dot-com)วันที่ตอบ 2012-04-12 15:27:25



[1]


แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล
รหัสป้องกันสแปม *CAPTCHA Image





Copyright © 2010 All Rights Reserved.