ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot


โรคกุ้งขาว
เกษตกรยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล
ศูนย์วิจัยประมง shrimp man
เว็บไซด์กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
หน่วยงานรัฐบาล
\Desktop\Development-of-the-Shrimp-Research-Network-in-Thailand
สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง
สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ. National Institute of Animal Health
ศูนย์วิจัยและพัฒนาชายฝั่งจันทบุรี


 

3.4.2 การกำจัดพาหะและศัตรูของลูกกุ้ง การกำจัดพาหนะและศัตรูของกุ้งในช่วงระหว่างการเตรียมบ่อจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนา ทำให้ความเสี่ยงในการเลี้ยงกุ้งล้มเหลวลดน้อยลง ปัญหาของพาหะนั้นเน้นที่สัตว์น้ำประเภทกุ้งปูที่เป็นพาหะของโรคไวรัสที่มีการระบาดอย่างรุนแรงและไม่มียารักษา รวมถึงศัตรูที่เป็นอันตรายต่อลูกกุ้ง และสัตว์น้ำอื่นๆ ที่รบกวน ทำให้เกิดปัญหาในระหว่างการจัดการเลี้ยง ดังนี้

 

 

 

(1) ปูและกุ้งท้องถิ่น ในพื้นที่เลี้ยงกุ้งที่เป็นที่ลุ่มชายฝั่ง ปูเปรี้ยว กุ้งกระต่อม กุ้งเคย เป็นสัตว์น้ำท้องถิ่นที่มักเป็นพาหะโรคไวรัส โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไวรัสอย่างต่อเนื่อง เมื่อสัตว์น้ำเหล่านี้เข้าไปอยู่ในบ่อเลี้ยงก็สามารถถ่ายทอดเชื้อโรคให้กับกุ้งที่อ่อนแอทำให้เกิดการติดเชื้อโรคได้ และปูเหล่านี้มักจะเคลื่อนย้ายไปอาศัยในบ่อเลี้ยงกุ้งที่อยู่ใกล้เคียง วิธีการควรจะเตรียมบ่อให้แห้งไม่ให้มีน้ำขังเป็นแหล่งหลบซ่อนของปูและกุ้งพาหะในบ่อ และป้องกันไม่ให้ปูเข้ามาอยู่ในบ่อโดนกั้นอวนหรือผ้าพลาสติกรอบบ่อ น้ำที่นำเข้าบ่อควรเป็นน้ำที่มีการกรองและพักไว้ในบ่อพักน้ำ และกรองอีกครั้งหนึ่งก่อนนำเข้าสู่บ่อเลี้ยงกุ้ง

 

 

 

(2) หอยเจดีย์ หอยเจดีย์เป็นปัญหามาก ในบ่อที่สารอินทรีย์และมีการใช้ปูนในปริมาณมาก

 

 

 

(3) ไข่และลูกปลา ไข่ปลาและลูกปลาที่หลุดเข้ามาในบ่อในช่วงของการเติมน้ำจะฟักและเจริญเติบโตในช่วงเตรียมบ่อและเป็นศัตรูหรือแย่งอาหารของลูกกุ้งที่เลี้ยง วิธีการป้องกันคือกรองด้วยอวนตาถี่ 2 ชั้น แล้วใช้การลงกากชาประมาณ 20-25 กก./ไร่ เพื่อฆ่าไข่ปลาและ ลูกปลาที่หลุดเข้ามากับน้ำ ปัญหาที่เกิดหลังจากใช้กาคือจะเกิดฟองมาก และออกซิเจนลดต่ำลง จึง ควรช้อนฟองกากชาออกจากบ่อ และเปิดเครื่องเพิ่มออกซิเจนอย่างเต็มที่เป็นเวลา 7-10 วัน แล้วใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพและเตรียมน้ำ

 

 

 

(4) สาหร่ายพื้นบ่อ การมีสาหร่ายจำนวนมากนั้นเกิดจากเตรียมพื้นบ่อ และการเตรียมน้ำไม่ดี ทำให้น้ำใสเกินไป มีปุ๋ยเยอะ และสาหร่ายเกิดขึ้นที่พื้นบ่อ ส่วนใหญ่จะพบใน บ่อที่มีความเค็มต่ำ มีการใส่ปุ๋ยเคมีมากเกินไป หรือทำสีน้ำไม่ขึ้นแล้วรีบปล่อยกุ้ง สาหร่ายที่พื้นบ่อ เมื่อให้อาหารไปก็ไม่ตกอยู่บนสาหร่าย กุ้งก็กินไม่ได้ ยิ่งทำให้ ค่าความเป็นกรด-ด่าง สูงขึ้นเรี่อยๆ น้ำก็ยิ่งใส ซึ่งปัญหามากถ้าเกิดในระหว่างการเลี้ยง เพราะลงกุ้งไปแล้ว ไม่ควรใช้ยาหรือสารเคมีในการ ฆ่าสาหร่าย เพราะยาจะเข้าไปสะสมในตัวกุ้งและกุ้งโตช้า เมื่อลงกุ้งไปแล้ววิธีแก้ไขควรใช้คราดเอา สาหร่ายขึ้นมาหรือใช้คนลงไปเก็บ แล้วทำสีน้ำให้เข้มเพื่อไม่ให้แสงแดดส่องถึงพื้นก้นบ่อ หรือว่า เลี้ยงให้น้ำลึกขึ้น เพื่อลดปริมาณแสงที่ส่องถึงพื้น

 

 

 

3.4.3 การเตรียมน้ำ หลังจากเตรียมดินเลนก้นบ่อแล้ว จะต้องเตรียมน้ำให้เร็วที่สุดอีกด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้พื้นก้นบ่อเสียไปจนไม่เหมาะสมต่อการปรับตัวของลูกกุ้ง

 

 

 

ปัจจัยหนึ่งที่เป็นพื้นฐานความสำเร็จของการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบันคือ บ่อพักน้ำเพื่อเตรียมน้ำสะอาดไว้ใช้ตลอดระยะเวลาที่เลี้ยงกุ้ง บ่อพักน้ำเปรียบเสมือนแหล่งน้ำขนาดเล็กของฟาร์ม สามารถเลือกเก็บน้ำที่มีคุณภาพดีไว้ ในระหว่างเก็บน้ำในบ่อพัก ระบบนิเวศของบ่อจะช่วยปรับปรุงให้คุณภาพน้ำดียิ่งขึ้น ลดการปนเปื้อน และพักไม่ให้เชื้อโรคที่ปนเปื้อนในน้ำขยายปริมาณเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเชื้อไวรัสที่ไม่สามารถอยู่ในน้ำได้อย่างอิสระเกิน 5 วัน เมื่อใช้เตรียมน้ำจะทำให้ความเสี่ยงลดลง

 

 

 

การมีบ่อพักน้ำอาจดูเหมือนทำให้มีบ่อเลี้ยงกุ้งลดลงและมีรายได้น้อยลง แต่การไม่มีบ่อพักน้ำ และใช้พื้นที่ทั้งหมดเป็นบ่อเลี้ยงกุ้ง เกษตรกรอาจมีความเสี่ยงในการนำเชื้อโรคกุ้งเข้าสู่บ่อเลี้ยงกุ้งโดยตรง บ่อพักน้ำทำให้เกษตรกรมีทางเลือกในการแก้ปัญหาการเลี้ยงมากขึ้น ทำให้โอกาสขาดทุนลดลง บางรายมีบ่อเลี้ยงกุ้งบ่อเดียวที่มีขนาดใหญ่ เช่น บ่อประมาณ 5-6 ไร่ ถ้าต้องการมีบ่อพักน้ำ อาจจะทำได้โดยการปรับปรุงให้เป็นขนาดเล็ก 2 บ่อ ขนาด ประมาณ 4 ไร่ และ 1.5 ไร่ เพื่อการเตรียมน้ำที่ใช้เวลานาน อาจจะทำให้พื้นก้นบ่อเลี้ยงเสียไป ดินก้นบ่อที่ใส่น้ำแล้ว จะเปลี่ยนแปลงเข้าสู่สภาพการขาดออกซิเจนได้ง่าย มีการศึกษาพบว่า บ่อเลี้ยงกุ้งที่ผ่านการ เลี้ยงกุ้งมาแล้ว 30 วันหลังจากเติมน้ำ (เตรียมบ่อประมาณ 10 วัน และปล่อยกุ้งลงเลี้ยงแล้ว 20 วัน) จะเริ่มแสดงอาการขาดออกซิเจนที่ผิวดิน ถ้าเตรียมบ่อนานเกิน 1 เดือน ทำให้ดินก้นบ่อขาดออกซิเจน สัตว์หน้าดิน ก็จะลดปริมาณลง อาหารธรรมชาติอาจจะไม่เพียงพอที่ทำให้กุ้งมีอัตรารอดสูงได้

 

 

 

(1) วิธีการเตรียมน้ำ ต้องเน้นการกรองเอาปลา ไข่ปลาและสัตว์น้ำอื่นๆ ออกจากน้ำ โดยใช้ผ้าตาละเอียด ทำเป็นถุงกรอง ซ้อนกันหลายๆ ชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้พาหะโรคกุ้ง หรือศัตรูลูกกุ้งเข้ามาเจริญเติบโต ลูกปลาหรือไขปลาหลุดเข้ามาในบ่อ ในช่วงก่อนที่จะปล่อยกุ้ง ซึ่ง ถ้าหากไม่มีการป้องกันที่ดีจะทำให้ลูกกุ้งมีอัตรารอดน้อย

 

 

 

เติมน้ำในบ่อเลี้ยงให้ได้ระดับ 100 ซม. ในกรณีที่มีพบว่าในบ่อมีสัตว์ พาหะโรคกุ้งหรือศัตรูลูกกุ้งหลุดหลงเหลืออยู่ อาจจะใช้อวนตาถี่ ลากสัก 2-3 เที่ยว เพื่อกำจัดสัตว์น้ำเหล่านั้นออกจากบ่อก่อนที่จะปล่อยกุ้ง

 

 

 

(2) การใช้ปุ๋ยเคมีในการเตรียมน้ำ หลังจากเติมน้ำแล้วถ้าสีน้ำสามารถเพิ่มขึ้นได้มากกว่า 10 ซม. ภายใน 2 - 3 วัน หรือถ้าสีน้ำมีความโปร่งใสต่ำกว่า 80 ซม. อยู่แล้ว แสดงว่าสีน้ำสามารถขึ้นได้เองจากปุ๋ยที่ยังเหลืออยู่ในแหล่งน้ำจึงไม่จำเป็นต้องเติมปุ๋ยอีก แต่ในกรณีที่สีน้ำไม่ขึ้นให้ใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืช ปุ๋ยที่ใช้ คือ

 

 

 

ปุ๋ย Urea       40-0-0      2.0 กก./ไร่

 

ปุ๋ย ฟอสเฟต 16-20-0      1.5 กก./ไร่

 

หรือ   10-46-0      1.0 กก./ไร่

 

 

 

หลังจากนั้น เมื่อสีน้ำอยู่ในระดับ 50-80 ซม. ก็พร้อมที่จะปล่อยกุ้ง ระยะเวลาเตรียมน้ำไม่ควรเกิน 7-10 วัน

 

 

 

(3) การใช้สารอินทรีย์เตรียมบ่อ การเตรียมสีน้ำส่วนหนึ่งทำเพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติแระเภทสัตว์หน้าดิน เช่น หนอนแดง โดยใช้รำบรรจุใส่ถุง ถุงละ 30 กก. จำนวน 2 ถุง/บ่อ นำมาผูกแช่น้ำไว้บริเวณริมบ่อ ทิ้งไว้ประมาณ 2-3 วัน จากนั้นนำรำที่แช่ไว้ เอาไปสาดให้ทั่วบ่อ เพียงเท่านี้ก็ทำให้สัตว์หน้าดินอย่างหนอนแดงเกิดแล้ว

 

 

 

(4) การใช้วัสดุปูนเตรียมสีน้ำ วัสดุปูนมีบทบาทสำคัญในการควบคุมระบบนิเวศบ่อเลี้ยงกุ้ง การใช้วัสดุปูนในปริมาณที่เหมาะสมมีประโยชน์ ทำให้ความเป็นกรด-ด่างของน้ำและดินเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตกุ้ง แพลงก์ตอนพืชและจุลินทรีย์ นอกจากนี้ยังเป็นตัวต้านการเปลี่ยนแปลงของความเป็นกรด-ด่าง (พีเอชบัฟเฟอร์) ไม่ให้แกว่งตัวเร็วเกินไป การเติมปูนเหมาะสำหรับบ่อใหม่หรือบ่อที่มีค่าความเป็นด่างต่ำ โดยให้เติมปริมาณปูนโดโลไมท์ 50-120 กก./ไร่ เปิดเครื่องตีน้ำตลอด 1-2 วัน แล้วตรวจสอบดูมีสีน้ำในบ่อหรือไม่ ถ้าไม่มีปูนซ้ำอีกครั้งในอัตราส่วน เท่าเดิม ทำจนกว่าสีน้ำขึ้น (ปกติ 2-4 ครั้ง) ในกรณีที่เป็นบ่อเก่า สีน้ำอาจจะขึ้นได้เร็ว

 

 

 

การเติมปูนนอกจากจะช่วยให้ค่าความเป็นด่างของน้ำเพิ่มขึ้นแล้ว ยังได้แร่ธาตุ เช่น แคลเซียม แมกนีเซียม ทำให้กุ้งขาวสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เหมาะสำหรับน้ำทะเลที่มี ความเค็ม สูงกว่า 15 ส่วนในพันส่วน

 

 

 

(5) การใช้จุลินทรีย์เตรียมน้ำ จุลินทรีย์มีบทบาทช่วยรักษาสมดุลน้ำและพื้นบ่อ จุลินทรีย์ช่วยย่อยสารอินทรีย์ทำให้เกิดการเปลี่ยนสารอินทรีย์เป็นปุ๋ย ปุ๋ยที่เกิดขึ้นจะหมุนเวียนเข้ามาสร้างการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืชอย่างต่อเนื่อง ทำให้สีน้ำนิ่ง การใช้จุลินทรีย์ในช่วงการเตรียมน้ำ จะทำให้มีปริมาณปุ๋ยจากการย่อยสลายเพิ่มขึ้นทำให้สามารถเตรียมสีน้ำได้ดี จุลินทรีย์ที่นิยมใช้ในการปรับปรุงสภาพน้ำ เช่น จุลินทรีย์แบซิลัส ซับทิลิส (Bacillus subtillis) สามารถเจริญเติบโตขยายปริมาณและทนน้ำทะเลได้ดีในช่วงกว้าง และสามารถสร้างน้ำย่อยสารอินทรีย์ได้หลายประเภท แต่เป็นจุลินทรีย์ที่ต้องการออกซิเจนสูง ในระหว่างเตรียมน้ำต้องใช้เครื่องเพิ่มออกซิเจนเพื่อให้จุลินทรีย์เพิ่มปริมาณและทำงานได้ดี

 

 

 

จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (Photosynthetic bacteria) พวกโรโดซูโดโมแนส ใช้แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ในการเจริญเติบโต เหมาะสำหรับใช้ย่อยสลายสารอินทรีย์ ลดปริมาณไฮโดรเจนซัลไฟด์ จึงสามารถรักษาคุณภาพของเลนก้นบ่อและลดการเน่าเสียได้ดีในสภาพที่ไม่มีอากาศ เมื่อพื้นบ่อดีขึ้น การเตรียมสีน้ำก็ง่ายขึ้น

 

 

 

จุลินทรีย์อีเอ็ม (Effective Micro-organisms: EM) กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงสภาพความสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น เช่น แบคทีเรีย ยีสต์ และรา เป็นจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการอากาศ จึงสามารถเข้าไปอยู่ในพื้นบ่อที่มีออกซิเจนน้อยได้ หมัก ขยายพันธุ์ ก่อนใช้ด้วยกากน้ำตาล และใช้ใส่ในบ่อเลี้ยงกุ้งเพื่อ เร่งการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่พื้นบ่อ และปล่อยปุ๋ยให้กับแพลงก์ตอนพืชในระหว่างการเตรียมน้ำก่อนเลี้ยงกุ้ง

 

 

 

(6) การเตรียมน้ำในระบบความเค็มต่ำ กุ้งขาวแวนนาไมทนทานความเค็มในช่วงกว้าง การเลี้ยงระบบความเค็มต่ำในพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำเค็ม การเตรียมน้ำที่มีความเค็มเหมาะสมต่อการปรับตัวของกุ้งเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้กุ้งมีอัตรารอดที่สูง เริ่มจากการเติมน้ำความเค็มต่ำ (ประมาณน้อยกว่า 2 ส่วนในพันส่วน) เข้าไปในบ่อ แล้วกันคอกพลาสติกขนาดพื้นที่ประมาณ 5% แล้วนำเอาน้ำเค็มมาปรับให้บ่อเลี้ยงมีความเค็มประมาณ 5-10 ส่วนในพัน ใช้เครื่องเพิ่มออกซิเจนผสมให้น้ำจืด และน้ำเค็มเข้ากัน เตรียมน้ำทิ้งไว้ 1 วัน แล้วจึงสั่งกุ้งมาปล่อยในบ่อ และเลี้ยงประมาณ 5-7 วัน ในระหว่างเลี้ยง ค่อยๆ ผสมน้ำโดยนำน้ำในบ่อ (ภายนอกคอกปล่อยกุ้ง) เข้ามาในคอกให้ ความเค็มลดลงอย่างช้าๆ จนความเค็มของน้ำเท่ากันในวันสุดท้าย แล้วจึงเอาคอกออก

 

 

มาตรฐานจีเอพี GAPตอนที่ 5
วันที่ 08/11/2010   17:42:39

 



มาตรฐานฟาร์มกุ้ง

BAP คืออะไร วันที่ 10/11/2010   01:42:34 article
อัปเดท...รวมรายชื่อฟาร์มที่ได้อนุญาตนำเข้าอเมริกาทั้งหมด วันที่ 01/11/2010   23:07:41 article
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่10 วันที่ 08/11/2010   17:57:24
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่9 วันที่ 08/11/2010   17:55:21
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 8 วันที่ 08/11/2010   17:52:10
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 7 วันที่ 08/11/2010   17:48:12
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 6 วันที่ 08/11/2010   17:45:52
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่4 วันที่ 08/11/2010   17:36:55
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 3 วันที่ 08/11/2010   17:32:45
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 2 วันที่ 08/11/2010   17:30:02
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่1 วันที่ 08/11/2010   17:26:14
Aquaculture Certification Council (ACC) คืออะไร วันที่ 01/11/2010   23:08:27
Best aquaculture practices (BAP) certification คืออะไร วันที่ 01/11/2010   23:09:21



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

ราชันย์ฟาร์ม ฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาวชีวภาพ
ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดตราด