ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot


โรคกุ้งขาว
เกษตกรยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล
ศูนย์วิจัยประมง shrimp man
เว็บไซด์กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
หน่วยงานรัฐบาล
\Desktop\Development-of-the-Shrimp-Research-Network-in-Thailand
สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง
สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ. National Institute of Animal Health
ศูนย์วิจัยและพัฒนาชายฝั่งจันทบุรี


มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 7
วันที่ 08/11/2010   17:48:12

มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 7

3.6 การกำหนดความหนาแน่นของลูกกุ้งที่ปล่อยลงเลี้ยง

 

 

 

ความหนาแน่นของลูกกุ้งที่ปล่อยลงเลี้ยงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบไป ถึงการจัดการและการแก้ไขปัญหาในระหว่างเลี้ยง โดยทั่วไปสภาพบ่อเลี้ยงกุ้ง เครื่องมือที่ใช้ในฟาร์ม เกษตรกรและคนงานของแต่ละฟาร์ม มีความพร้อมและความสามารถไม่เท่ากัน การกำหนดความหนาแน่นของลูกกุ้งมากเกินศักยภาพของเกษตรกรและฟาร์มในการจัดการ กุ้งมักจะเครียดและป่วยเป็นโรคได้ง่าย มีปัญหาบ่อยครั้งและโตช้า ดังนั้น เกษตรกรควรปล่อยกุ้งในความหนาแน่นที่สามารถจัดการได้ง่าย

 

 

 

การปล่อยกุ้งแน่นเกินไป เกษตรกรจะไม่เห็นผลเสียทันที เนื่องจากบ่อและเครื่องมือ ฟาร์มยังคงเพียงพอสำหรับการจัดการเลี้ยงกุ้งกุ้งเล็กได้อย่างปกติ และเมื่อกุ้งมีการเจริญเติบโตโต กุ้งโตช้าและเป็นโรคได้ง่าย ความเสี่ยง ในการสูญเสียผลผลิตจึงมีในระดับสูง

 

 

 

ศักยภาพของฟาร์มที่เหมาะสมในการเลี้ยงกุ้งให้ได้ผลสำเร็จ ขึ้นอยู่กับการแบ่งพื้นที่ใช้สอยและการจัดเตรียมอุปกรณ์ที่ใช้ในการเลี้ยงอย่างเพียงพอ และเตรียมซักซ้อมความเข้าใจในการแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง โดยเฉพาะบ่อพักน้ำและเครื่องเพิ่มออกซิเจนและวิธีการแก้ไขปัญหาฉุกเฉินที่ต้องมีให้เพียงพอและมีสำรองไว้ใช้ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วน อย่างทันเวลา ในสภาวะฉุกเฉิน การเพิ่มออกซิเจน และการถ่ายน้ำช่วยย่อยสลายของเสียและช่วยเจือจางให้บ่อเลี้ยงกุ้งมีของเสียน้อยลง บ่อเลี้ยงก็สามารถสมดุลอยู่ได้ หากเกษตรกรมีข้อจำกัดในการจัดเตรียมน้ำและเครื่องเพิ่มออกซิเจน การกำหนดความหนาแน่นของกุ้งที่เหมาะสมจะทำให้สามารถจัดการเลี้ยงได้โดยมีปัญหาน้อยที่สุด

 

 

 

ขนาดของลูกกุ้งขาวแวนนาไมที่เหมาะสมคือขนาดมากกว่า P12 เนื่องจากเป็นระยะที่ลูกกุ้งมีการพัฒนาเพียงพอที่จะทนและปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในบ่อเลี้ยงได้ดี โดยเฉพาะ การปรับตัวเข้ากับความเค็ม ซึ่งลูกกุ้งเกิดและเจริญเติบโตในน้ำเค็มประมาณ 28 ส่วนในพันส่วน แต่เข้ามาหากินในเขตน้ำกร่อยได้เพราะเหงือกกุ้งมีการพัฒนาจนสามารถทำหน้าที่ควบคุมสมดุลของเกลือแร่ได้เมื่ออยู่ในระยะ P12 ความหนาแน่นของการปล่อยกุ้งลงเลี้ยงอยู่ที่ 100,000-150,000 ตัว/ไร่ ซึ่งเป็นความหนาแน่นที่เหมาะสม ในการเลี้ยงให้ครบ 4 เดือน และได้ขนาดกุ้งประมาณ 50-60 ตัว/กก. ส่วนเกษตรกรที่ต้องการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมให้มีขนาดประมาณ 40-50 ตัว/กก. นั้น ต้องเน้นลดความหนาแน่นของการปล่อยกุ้ง เพิ่มอัตราการถ่ายน้ำและการใช้เครื่องเพิ่มออกซิเจนให้มากขึ้น

 

 

 

เกษตรกรอาจสงสัยว่าจำเป็นหรือไม่ที่จะต้องปล่อยลูกกุ้งเผื่อตาย ในกรณีนี้ถ้าผู้เลี้ยงมีประสบการณ์การเลี้ยงที่ดี เน้นเตรียมบ่อ และเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพ ก็ไม่จำเป็นที่ต้องปล่อยเผื่อตาย เพราะเมื่อปรับวิธีการจัดการเลี้ยงได้ดีและปล่อยกุ้งความหนาแน่นสูง กุ้งจะรอดตายและอยู่กันอย่างหนาแน่นในบ่อ แต่ในแง่หนึ่ง เกษตรกรที่มีความคิดปล่อยกุ้งเผื่อตาย มักลดความเอาใจใส่ในการเตรียมบ่อและเลือกลูกกุ้งคุณภาพ เพราะคิดว่าตายเล็กน้อยก็ไม่เป็นไรเพราะปล่อยกุ้งเผื่อแล้ว ในที่สุดกุ้งที่ปล่อยแน่นจึงต้องตายไปโดยไม่จำเป็น ทำให้เป็นการใช้ลูกกุ้งอย่างไม่มีประสิทธิภาพ วิธีง่ายๆ ในการกำหนดความหนาแน่นของการเลี้ยงให้เหมาะสม คือดูจากผลการเลี้ยงในรุ่นที่แล้วว่าปล่อยลูกกุ้งเท่าไร เลี้ยงได้ผลดีหรือไม่ ถ้าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ ให้คงระดับความหนาแน่นเดิมเอาไว้ แต่ถ้าผลการเลี้ยงไม่ค่อยดี ควรลดอัตราการปล่อยลูกกุ้งลงอีก 20% แต่เน้นการเตรียมบ่อ เตรียมน้ำและคัดเลือกลูกกุ้งที่มีคุณภาพมาเลี้ยง และปรับปรุงวิธีการจัดการเลี้ยง เพิ่มออกซิเจนและอัตราการถ่ายน้ำ ทำให้ประสบผลสำเร็จในการเลี้ยงมากขึ้นได้

 

 

 

การปล่อยกุ้งเกษตรกรต้องแจ้งให้โรงเพาะฟักทราบ ความเค็มของน้ำในบ่อที่จะปล่อยกุ้ง เป็นเวลาประมาณไม่น้อยกว่า 5 วัน ความเค็มต่ำสุดที่แนะนำในการปล่อยลุกุ้ง คือ 5-10 ส่วนในพันส่วน โดยระยะเวลาในการปรับประมาณ ครั้งละไม่เกิน 3-5 ส่วนในพัน/วัน เวลาที่เหมาะสมในการปล่อย คือ ช่วงเช้า ซึ่งอุณหภูมิในระหว่างขนส่งและปล่อยกุ้งไม่ร้อนจนเกินไป สะดวกในการ ทำงานและลูกกุ้งไม่เครียด ก่อนปล่อยกุ้งควรแช่ถุงกุ้งไว้ในน้ำจนอุณหภูมิน้ำในถุงกับน้ำในบ่อ เท่ากัน เปิดถุงกุ้งออกผสมน้ำในบ่อเข้ากับน้ำในถุงให้ได้มากที่สุด แล้วเทปล่อยลูกกุ้งลงในบ่อ

 

 

 

3.7 การติดตั้งเครื่องเพิ่มออกซิเจน

 

 

 

ออกซิเจนมีความจำเป็นสำหรับการหายใจของกุ้งเพื่อเผาพลาญอาหารให้พลังงานและะสร้างการเจริญเติบโต ระดับออกซิเจนละลายน้ำที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ต้องไม่น้อยกว่า 5 มก./ล. การขาดออกซิเจนกระทบต่อการเจริญเติบโตและอัตราแลกเนื้อในการเลี้ยงกุ้ง เพราะทำให้กุ้งกินอาหารน้อยและโตช้า บ่อที่มีปริมาณออกซิเจนละลายในบ่อเลี้ยงต่ำกว่า 3 มก./ล. มีความเสี่ยงที่กุ้งจะโตช้า การสะสมของของเสียในบ่อเลี้ยงกุ้ง และพื้นบ่อเน่าเสียง่าย ทำให้การเลี้ยงกุ้งมีปัญหา เกษตรกรจึงต้องรีบแก้ไขปัญหาโดยเร็ว มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาต่อเนื่องตามมาจนแก้ไขยาก ระดับออกซิเจนละลายในน้ำที่จนทำให้กุ้งตาย คือ น้อยกว่า 1.5 มก./ล.

 

 

 
 

 
 

 

 

การละลายของออกซิเจนในน้ำขึ้นกับอุณหภูมิ ความเค็มและระดับความสูงจากน้ำทะเล การละลายของออกซิเจนในน้ำจะลดลงเมื่อปัจจัยเหล่านี้มีค่าเพิ่มขึ้น ออกซิเจนจากอากาศสามารถแพร่เข้าไปละลายน้ำได้ดีในน้ำมีปริมาณออกซิเจนน้อย เมื่อออกซิเจนละลายในน้ำเพิ่มมากขึ้นจนถึงจุดอิ่มตัว (ออกซิเจนละลายในน้ำ 100%) การแพร่ของออกซิเจนจากน้ำสู่อากาศและอากาศสู่น้ำเท่ากัน และเมื่อเราใช้เครื่องเพิ่มออกซิเจนมากขึ้น ออกซิเจนก็จะแพร่จากน้ำออกสู่อากาศ

 

 

 

การหายใจของกุ้ง แบคทีเรีย และแพลงก์ตอนพืชในบ่อเลี้ยงกุ้งทำให้ออกซิเจนในน้ำน้อยลงต่ำกว่าจุดอิ่มตัว (Oxygen depletion) แต่การสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืชทำให้เกิดสภาวะออกซิเจนละลายเกินจุดอิ่มตัว (super-saturation) ระดับกิจกรรมการหายใจและการสังเคราะห์แสงในบ่อเลี้ยงกุ้งขึ้นกับความเข้มของสีน้ำ น้ำที่มีแพลงก์ตอนพืชในปริมาณมากมีอัตราการสังเคราะห์แสงสูงทำให้น้ำในบ่อมีออกซิเจนสูงมากในเวลากลางวันจนถึงตอนเย็น และการหายใจในเวลากลางคืนทำให้มีการใช้ออกซิเจนให้หมดไปอย่างรวดเร็ว ออกซิเจนจึงมีเข้มข้นต่ำสุดในเวลาเช้าตรู่ ทำให้การเปลี่ยนแปลงออกซิเจนในรอบวันมีในช่วงกว้าง น้ำที่มีสีน้ำใส หรือแพลงก์ตอนพืชปริมาณน้อย อัตราการสังเคราะห์แสงและการหายใจในน้ำจะน้อยกว่า การแกว่งตัวของออกซิเจนในรอบวันก็จะแคบลง

 

 

 

ปริมาณออกซิเจนในบ่อเลี้ยงกุ้งควรมีการวัดอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าออกซิเจนในน้ำมีความเข้มข้นที่เหมาะสมหรือไม่ ถ้าหากออกซิเจนในน้ำมีสูงกว่า 4 มก./ล. ปัญหาเกี่ยวกับออกซิเจนจะหมดไป ถ้าเกษตรกรมีเครื่องเพิ่มออกซิเจนที่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ ความเข้าใจเบื้องต้นสำหรับเกษตรกร คือ เมื่อเพิ่มปริมาณอาหารในบ่อ ก็ต้องเพิ่มการให้ออกซิเจนในน้ำให้มากขึ้น

 

 

 

การเพิ่มออกซิเจนในบ่อเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไม ขนาด 4 ไร่ ควรติดตั้งเครื่องเพิ่มออกซิเจนทั้งหมด 4 ชุด ด้านละชุด แต่ละชุดมีกังหันพัดน้ำชุดละ 16 ใบ ตั้งความเร็วรอบ 85-90 รอบต่อนาที เพียงพอสำหรับรวมเลนให้อยู่กลางบ่อ เคล้าผสมน้ำได้ทั่วถึงทั้งแนวตั้งและแนวดิ่ง ระยะเวลาในการใช้เครื่องเพิ่มออกซิเจนควรต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง แต่ค่อยๆ เพิ่มจำนวนเครื่องเพิ่มออกซิเจนที่ใช้ให้มากขึ้น ในช่วง 2 เดือนแรก เปิดเครื่องเพิ่มออกซิเจน กลางวัน 2 ตัว กลางคืน 4 ตัว พอเข้าเดือนที่ 3 ก็จะเปิด 4 ตัว ทั้งกลางวันและกลางคืน

 

 

 

การใช้เครื่องเพิ่มออกซิเจนยังมีประโยชน์ในการระบายก๊าซหรือสารประกอบที่อยู่ในรูปของก๊าซ เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (ในสภาพน้ำที่ความเป็นกรด-ด่างต่ำ) หรือก๊าซแอมโมเนีย (ในสภาพน้ำที่ความเป็นกรด-ด่างสูง) ทีมีปริมาณมากในบ่อเลี้ยงให้แพร่หลุดออกมาจากบ่อเลี้ยง เนื่องจากการใช้เครื่องเพิ่มออกซิเจนในความเร็วที่เหมาะสมจนทำให้น้ำที่ถูกวิดขึ้นมาแตกเป็นฝอยเล็กๆ เป็นการเพิ่มพื้นที่ผิวของน้ำให้มากขึ้นอัตราการแพร่ของก๊าซดีขึ้น

 

 

 

3.8 การจัดการบำบัดน้ำทิ้งและเลน

 

 

 

การเลี้ยงกุ้งแบบพัฒนาต้องใช้อาหารปริมาณมากเพื่อผลิตกุ้งให้ได้ผลผลิตต่อเนื้อที่มากที่สุด สิ่งหลงเหลือจากการเลี้ยง คือ สารอินทรีย์จากการเลี้ยงกุ้ง ที่ย่อยสลายไม่หมดในระหว่างการเลี้ยง สารอินทรีย์ที่เกิดขึ้นใหม่ (แพลงก์ตอนพืชและแบคทีเรีย) ในบ่อเลี้ยงกุ้งและสารอาหารที่เกิดขึ้นและสะสมอยู่ทั้งในน้ำและดิน เมื่อมีการถ่ายน้ำ สารอินทรีย์และธาตุอาหารเหล่านี้จะถูกระบายลงสูงแหล่งน้ำ ถ้าไม่มีการจัดการที่ดี สารอินทรีย์และธาตุอาหารในน้ำทิ้งและเลนจะลงไปสะสมสร้างปัญหาในแหล่งน้ำในระยะยาว

 

 

 

การย่อยสลายสารอินทรีย์จำเป็นต้องใช้ออกซิเจน จุลินทรีย์ และระยะเวลาในการย่อยสลาย ในแหล่งรองรับน้ำจากการเลี้ยงกุ้งมีจุลินทรีย์ธรรมชาติอยู่อย่างหลากหลาย แต่มีออกซิเจนจำกัด การปล่อยน้ำทิ้งที่มีสารอินทรีย์และธาตุอาหารปริมาณมากโดยตรงลงไปทำให้เกิดการสะสม ของสารอินทรีย์และเพิ่มอัตราการบริโภคออกซิเจนโดยเฉพาะที่บริเวณพื้นท้องน้ำจนออกซิเจนหมดไป เกิดการเน่าเสีย ส่วนสารอาหารที่เป็นปุ๋ยจะเข้าไปเร่งการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืช ทำให้เกิดการสร้างสารอินทรีย์ใหม่ ทำให้แหล่งน้ำเสื่อมโทรมไม่เหมาะในการนำกลับมาใช้เลี้ยงกุ้งใหม่ทันที

 

 

 

บำบัดน้ำทิ้งจากการเลี้ยงกุ้ง โดยใช้หลักการที่เหมาะสำหรับเกษตรกร คือ ตกตะกอน ประมาณ 1 วัน เพื่อให้สารอินทรีย์ ซากแพลงก์ตอนพืช และตะกอนดิน ตกตะกอนอยู่ในบ่อ ตกตะกอน แล้วสูบน้ำทิ้งที่ผ่านการตกตะกอนแล้วไปยังบ่อเติมอากาศ เพิ่มออกซิเจนเพื่อช่วยเร่ง กระบวนการบำบัดบัดน้ำ จนน้ำมีคุณภาพดีขึ้นใช้เวลาประมาณ ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำทิ้ง แล้วจึงถ่ายน้ำนั้นออกไปยังแหล่งน้ำภายนอก หรือหมุนเวียนกลับมาใช้ในการเลี้ยงกุ้งใหม่ ในกรณีที่มีพื้นที่จำกัด อาจจะใช้บ่อตกตะกอนและบ่อบำบัดน้ำในบ่อเดียวกัน

 

 

 

เมื่อทิ้งน้ำไปแล้วเลนพื้นบ่อหลังการจับกุ้งจะส่วนใหญ่จะเป็นเลนที่เน่าเสียและขาด ออกซิเจน เนื่องจากของเสียและเศษอาหารที่ตกค้างสะสมในบ่อเลี้ยง สารอินทรีย์ในของเสียเหล่านี้ จะมีปริมาณคาร์บอนและไนโตรเจนอินทรีย์สูง หากไม่มีการเก็บรักษาที่ดี ปล่อยให้ดินเหล่านี้ไหลลงไปแหล่งน้ำ จะทำให้แหล่งน้ำเสื่อมโทรมเร็วขึ้น




มาตรฐานฟาร์มกุ้ง

BAP คืออะไร วันที่ 10/11/2010   01:42:34 article
อัปเดท...รวมรายชื่อฟาร์มที่ได้อนุญาตนำเข้าอเมริกาทั้งหมด วันที่ 01/11/2010   23:07:41 article
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่10 วันที่ 08/11/2010   17:57:24
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่9 วันที่ 08/11/2010   17:55:21
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 8 วันที่ 08/11/2010   17:52:10
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 6 วันที่ 08/11/2010   17:45:52
มาตรฐานจีเอพี GAPตอนที่ 5 วันที่ 08/11/2010   17:42:39
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่4 วันที่ 08/11/2010   17:36:55
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 3 วันที่ 08/11/2010   17:32:45
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 2 วันที่ 08/11/2010   17:30:02
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่1 วันที่ 08/11/2010   17:26:14
Aquaculture Certification Council (ACC) คืออะไร วันที่ 01/11/2010   23:08:27
Best aquaculture practices (BAP) certification คืออะไร วันที่ 01/11/2010   23:09:21



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

ราชันย์ฟาร์ม ฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาวชีวภาพ
ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดตราด