ReadyPlanet.com
dot dot
dot
dot


โรคกุ้งขาว
เกษตกรยุคใหม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล
ศูนย์วิจัยประมง shrimp man
เว็บไซด์กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
หน่วยงานรัฐบาล
\Desktop\Development-of-the-Shrimp-Research-Network-in-Thailand
สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง
สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติ. National Institute of Animal Health
ศูนย์วิจัยและพัฒนาชายฝั่งจันทบุรี


มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่10
วันที่ 08/11/2010   17:57:24

มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่10

4.3 การจัดการในระหว่างเลี้ยง

 

 

 

การเลี้ยงกุ้งให้เจริญเติบโตดี การจัดการในระหว่างเลี้ยงให้มีคุณภาพน้ำและตะกอนเลนพื้นบ่อที่ดี เป็นสิ่งที่เกษตรกรต้องทำให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องจนถึงวันที่จับกุ้ง น้ำและตะกอนเลนพื้นบ่อมีคุณภาพเชื่อมโยงกัน น้ำเป็นที่อยู่อาศัยของกุ้ง แพลงก์ตอนพืช แพลงก์ตอนสัตว์ จุลินทรีย์ ส่วนพื้นบ่อเป็นที่อยู่อาศัยของจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ ทำหน้าที่เป็นแหล่งสะสมหรือปล่อยสารอินทรีย์และของเสียที่เกิดจากการเลี้ยงกุ้ง คุณภาพดินพื้นบ่อเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดระยะเวลาจับกุ้ง เกษตรกรต้องจัดการควบคุมการสะสมของเสียและเพิ่มออกซิเจนที่ให้ลงไปยังพื้นบ่อให้เหมาะสม เพื่อทำให้เกิดการเปลี่ยนของเสียกลับมาเป็นสารประกอบที่ไม่เป็นพิษและมีออกซิเจนเหลืออยู่พอเพียงสำหรับการเจริญเติบโตของกุ้ง

 

 

 

พื้นบ่อที่เตรียมอย่างไม่เหมาะสม มีของเสียและปริมาณออกซิเจนไม่สมดุล ทำให้ของเสียที่พื้นบ่อเปลี่ยนเป็นสารประกอบที่เป็นพิษกับกุ้ง เช่น ก๊าซไข่เน่า ทำให้หน้าดินขาดออกซิเจนและมีสารพิษอยู่ในระดับที่มีผลต่อการกินอาหาร การเจริญเติบโต และการตายของกุ้ง ส่วนพื้นบ่อที่เตรียมอย่างเหมาะสมและมีออกซิเจนเพียงพอ ทำให้มีสัตว์หน้าดินและจุลินทรีย์จำนวนมากอาศัยอยู่ ลูกกุ้งที่ปล่อยลงเลี้ยงจึงมีอาหารธรรมชาติอย่างเพียงพอ ออกซิเจนที่เพียงพอ ทำให้แอมโมเนียซึ่งเป็นของเสียจากการเลี้ยงกุ้งที่เป็นพิษกับกุ้งให้เปลี่ยนมาอยู่ในรูปของไนเตรทที่ไม่เป็นพิษและสะสมอยู่ในพื้นบ่อ

 

 

 

ความลึกของน้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญ ความลึกที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงกุ้งขาวอยู่ที่ระดับ 1.2-1.8 เมตร ขึ้นอยู่กับอุปกรณ์ที่ใช้ในการให้ออกซิเจน และความพร้อมในการสูบหรือถ่ายน้ำ บ่อที่มีความลึกมากสามารถรักษาอุณหภูมิของน้ำให้มีการเปลี่ยนแปลงในรอบวันน้อย และสามากรถเลี้ยงกุ้งในปริมาณมาก แต่ก็มีข้อเสียสำหรับฟาร์มที่ไม่มีเครื่องเพิ่มออกซิเจนที่เหมาะสม ทำให้หน้าดินขาดออกซิเจนได้ง่าย บ่อที่ตื้น ปริมาณน้ำไม่เพียงพอในการควบคุมการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิน้ำ ทำให้สภาพแวดล้อมของบ่อไม่คงที่ เกิดความยุ่งยากต่อการจัดการเลี้ยง แต่การเพิ่มออกซิเจนเข้าไปถึงหน้าดินสามารถทำได้ง่ายกว่า

 

 

 

4.3.1 กระบวนการทางชีวเคมีในน้ำและตะกอนดินพื้นบ่อเลี้ยงกุ้ง พื้นบ่อที่อยู่ลึกลงไปจะเกิดการขาดออกซิเจนก่อน และจะลามขึ้นมาที่ผิวดินถ้าหากเกษตรกรไม่สามารถเติมออกซิเจนให้เพียงพอถึงพื้นบ่อ การขาดออกซิเจนจะทำให้เคมีและสิ่งมีชีวิตในดินเปลี่ยนไป ไนเตรท (NO3-) เป็นสารประกอบไนโตรเจนที่สิ่งมีชีวิตในกลุ่มดีไนตริไฟอิ้งแบคทีเรีย (Denitrifying bacteria) นำออกซิเจนมาใช้ในการดำรงชีพ และจะป่ล่อยก๊าซไนโตรเจนออกมาจากพื้นบ่อ และเมื่อแบคทีเรียในดินใช้ ไนเตรทหมดไป ชนิดแบคทีเรียก็จะเปลี่ยนไปจนกลายเป็นแบคทีเรียในกลุ่ม ซัลเฟตรีดิวซิ่งแบคทีเรีย (Sulfate reducing bacteria) ที่จะใช้ออกซิเจนจากซัลเฟตในการดำรงชีพ และปล่อยก๊าซไข่เน่า หรือก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ ออกมาสะสมอยู่ในดินจนทำให้คุณภาพดินเปลี่ยนแปลงไป ก๊าซไขเน่าเป็นสารที่มีพิษรุนแรงกับกุ้งและสิ่งมีชีวิตที่ใช้ออกซิเจนในการดำรงชีวิต

 

 

 

การย่อยสลายของเสียให้เป็นธาตุอาหารและปุ๋ย ทำให้แพลงก์ตอนพืชและแบคทีเรียในน้ำมีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มจำนวน ส่งผลกระทบต่อคุณภาพน้ำที่เกี่ยวข้อง เช่น ออกซิเจน ความเป็นกรด-ด่าง และการนำเอาปุ๋ยและธาตุอาหารในน้ำไปใช้ พื้นบ่อที่เสียไปเนื่องจากการขาดออกซิเจน ทำให้เคมีของดินเปลี่ยนไป ชนิดและปริมาณปุ๋ยที่ดินปล่อยออกมาจึงไม่สมดุล ทำให้สีน้ำล้ม และกุ้งเกิดความเครียด จนทำให้เป็นสาเหตุของการจับกุ้งฉุกเฉิน

 

 

 

เมื่อบ่อมีออกซิเจนอย่างพอเพียง เกิดการย่อยสลายสารอินทรีย์ต่อเนื่องไป จนถึงการเปลี่ยนแอมโมเนียให้อยู่ในรูปของไนเตรทที่ไม่เป็นพิษโดย แบคทีเรียในกลุ่มเฮเทอโรโทรพ (Heterotroph) และไนตริไฟอิ้งแบคทีเรีย (Nitrifying bacteria) แบคทีเรียในกลุ่มนี้จะใช้สารอินทรีย์ ไบคาร์บอเนตและออกซิเจน ในการทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ การขาดออกซิเจนและไบคาร์บอเนต ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้แอมโมเนียเปลี่ยนไปเป็นไนเตรทไม่สมบูรณ์

 

 

 

แอมโมเนียและไนเตรทในน้ำเป็นปุ๋ยที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมการ เจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืช นอกเหนือจากนี้แพลงก์ตอนพืชยังต้องการปุ๋ยฟอสเฟต ซิลิเกต แสงแดด และคาร์บอนไดออกไซด์ สำหรับการเจริญเติบโตด้วย กระบวนการนี้ต้องใช้พลังงานจาก แสงแดดสำหรับสร้างสารอินทรีย์จากสารอนินทรีย์ จึงเรียกว่าการสังเคราะห์แสง (Photosynthesis) ผลจากการสังเคราะห์แสงจะมีออกซิเจนเกิดขึ้น และแพลงก์ตอนพืชก็จะปล่อยออกซิเจนเหล่านี้ ออกมาให้ละลายอยู่ในน้ำ

 

 

 

4.3.2 คุณภาพน้ำที่เหมาะสำหรับการเลี้ยงกุ้งขาว

 

 

 

(1) อุณหภูมิ กุ้งขาวเป็นสัตว์เลือดเย็นที่ร่างกายจะมีอุณหภูมิเดียวกันกับสิ่งแวดล้อม อุณหภูมิเป็นตัวกำหนดกระบวนการทางชีวเคมีในตัวกุ้ง อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 10 องศาเซลเซียส ระดับกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า ในทางตรงกันข้ามระดับกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตจะลดลง 2 เท่า ถ้าอุณหภูมิลดลง 10 องศาเซลเซียส ระดับอุณหภูมิที่เหมาะสมกับกุ้งขาว คือ 28-32 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิสูงเกินระดับที่เหมาะสม ระดับกิจกรรมของกุ้งจะลดลง มีกิจกรรมของกุ้งที่เปลี่ยนแปลงเกี่ยวข้องกับอุณหภูมิ เช่น อัตราการกินอาหาร อัตราการใช้ออกซิเจน อัตราการขับแอมโมเนียออกจากร่างกาย อุณหภูมิต่ำประมาณ 15 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิที่สูงประมาณ 35-40 องศาเซลเซียส มีผลทำให้กุ้งตาย ประเทศไทยจะมีระดับอุณหภูมิของน้ำที่เหมาะสมสำหรับการเจริญเติบโตที่ดีตลอดทั้งปี การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิในรอบวันไม่ควรเกิน 4 องศาเซลเซียส การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิจะทำให้กุ้งเครียด และกิจกรรมของแบคทีเรียในการย่อยสลายของเสีย

 

 

 

(2) ออกซิเจนละลายน้ำ ออกซิเจนมีความจำเป็นสำหรับการหายใจของกุ้ง การเผาพลาญอาหารเพื่อให้ได้พลังงานและการเจริญเติบโตต้องใช้ออกซิเจน ระดับออกซิเจนที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงกุ้งขาวโดยเฉพาะการเลี้ยงแบบพัฒนา คือ 5 มก./ล. ออกซิเจนไม่พอเพียงจะกระทบต่อการเจริญเติบโตและอัตราแลกเนื้อ ออกซิเจนในบ่อเลี้ยงที่ต่ำกว่า 3 มก./ล. เกษตรกรต้องรีบแก้ไขปัญหาโดยเร็ว มิฉะนั้นจะเกิดปัญหาต่อเนื่องตามมา ระดับออกซิเจนที่ทำให้กุ้งตาย คือ น้อยกว่า 1.5 มก./ล. การละลายของออกซิเจนในน้ำ ขึ้นอับอุณหภูมิ ความเค็มและระดับความสูงจากน้ำทะเล ซึ่งเมื่อเพิ่มขึ้นการละลายของออกซิเจนในน้ำจะลดลง เมื่อออกซิเจนละลายในน้ำจนอิ่มตัว 100% การแพร่ของออกซิเจนจากน้ำสู่อากาศและอากาศสู่น้ำ จะเท่ากัน การใช้ออกซิเจนของกุ้ง แบคทีเรีย และแพลงก์ตอนพืช จะทำให้ออกซิเจนในน้ำน้อยลงต่ำกว่าจุดอิ่มตัว (Oxygen depletion) แต่การสังเคราะห์แสงของแพลงก์ตอนพืช ก็จะทำให้เกิดสภาวะออกซิเจนละลายเกินจุดอิ่มตัว (super-saturation) ในบ่อเลี้ยงกุ้ง กิจกรรมสิ่งมีชีวิตที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปริมาณออกซิเจนในรอบวัน คือ การหายใจและการสังเคราะห์แสง ซึ่งขึ้นกับความเข้มของสีน้ำ น้ำที่มีแพลงก์ตอนพืชในปริมาณมาก จะมีการสังเคราะห์แสงทำให้น้ำในบ่อมีออกซิเจนสูงมาก และและการหายใจในเวลากลางคืนทำให้มีการใช้ออกซิเจนให้หมดไปอย่างรวดเร็ว ออกซิเจนจึงมีเข้มข้นต่ำสุดในเวลาเช้าตรู่ ทำให้การเปลี่ยนแปลงออกซิเจนในรอบวันมีในช่วงกว้าง น้ำที่มีแพลงก์ตอนพืชไม่มาก อัตราการสังเคราะห์แสงและการหายใจในน้ำจะน้อยกว่า การแกว่งตัวของออกซิเจนในรอบวันก็จะแคบลง

 

 

 

ปริมาณออกซิเจนในบ่อเลี้ยงกุ้งต้องมีการวัดอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เพื่อตรวจสอบว่าออกซิเจนในน้ำมีความเข้มข้นที่เหมาะสมหรือไม่ ถ้าหากออกซิเจนในน้ำมีต่ำกว่า 4 มก./ล. ปัญหาเกี่ยวกับออกซิเจนจะหมดไป ถ้าเกษตรกรมีเครื่องเพิ่มออกซิเจนที่มีประสิทธิภาพอย่างเพียงพอ ความเข้าใจเบื้องต้นสำหรับเกษตรกร คือ เมื่อเพิ่มปริมาณอาหารในบ่อ ก็ต้องเพิ่มการให้ออกซิเจนในน้ำให้มากขึ้น

 

 

 

(3) ความเป็นกรดเป็นด่าง เป็นคุณภาพที่บ่งบอกปริมาณกรดในน้ำ กุ้งสามารถทนทานพีเอชในช่วง 7-9 สภาพที่เป็นกรดมากเกินไป (น้อยกว่า 6.5) หรือเป็นด่างมากเกินไป (มากกว่า 10) จะเป็นอันตรายต่อเหงือกกุ้ง และทำให้อัตราการเติบโตต่ำลง ความเป็นกรด-ด่างที่เหมาะสมสำหรับกุ้งขาว จะอยู่ในช่วง 7.4-7.8 เพราะเป็นช่วงความเป็นกรด-ด่างที่แอมโมเนียมีพิษน้อย (ปริมาณแอมโมเนียอิสระในน้ำน้อยกว่า 5%) และแบคทีเรียในกลุ่มไนตริไฟล์อิ้งแบคทีเรียเจริญเติบโตและทำงานได้ดี ความเป็นกรด-ด่างมีการเปลี่ยนแปลงในรอบวันขึ้นอยู่กับการสังเคราะห์แสงและการหายใจเช่นกัน ในการหายใจสิ่งมีชีวิต จะมีปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาละลายน้ำ เกิดกรดคาร์บอกนิค (H2CO3) ทำให้ความเป็นกรด-ด่างต่ำลง ส่วนการสังเคราะห์แสง แพลงก์ตอนพืชจะนำเอา คาร์บอนไดออกไซด์จากน้ำไปใช้ทำให้มีกรดคาร์บอนิคลดลง ทำให้ความเป็นกรด-ด่างแกว่งตัวสูงขึ้น ในกรณีที่น้ำมีค่าความเป็นด่างรวม (Total alkalinity) ต่ำ ความเป็นกรด-ด่างในช่วงเวลากลางวันที่มีการสังเคราะห์แสงสูงอาจจะขึ้นไปได้ถึง 9 ค่าความเป็นกรด-ด่างที่แกว่งเกิน 0.5 จะทำให้กุ้งเครียด และการย่อยสลายของเสียของแบคทีเรียในกลุ่มไนตริไฟอิ้งแบคทีเรียจะลดลง

 

 

 

(4) คาร์บอนไดออกไซด์ การหายใจของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในบ่อเลี้ยงกุ้ง เป็นแหล่งสำคัญในการผลิตก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ การที่บ่อมีการคาร์บอนไดออกไซด์มากจะทำให้กุ้งแลกเปลี่ยนออกซิเจนกับน้ำลดลง ลดความทนทานของกุ้งในสภาวะออกซิเจนต่ำ คาร์บอนไดออกไซด์ในตัวกุ้งจะแลกเปลี่ยนกับน้ำผ่านทางเหงือกกุ้ง ถ้าหากว่าในน้ำมีคาร์บอนไดออกไซด์น้อย ออกซิเจนสูง จะทำให้การแลกเปลี่ยนก๊าซได้ดี ถ้าหากกุ้งไม่สามารถขับคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกายได้ ความเป็นกรด-ด่างในเลือกกุ้งก็จะต่ำลง ทำให้ความสามารถในการแลกเปลี่ยนออกซิเจนของกุ้งลดลง

 

 

 

กุ้งสามารถทนคาร์บอนไดออกไซด์ได้สูงถึง 20 มก./ล. แต่จะโตได้ดีที่ระดับต่ำกว่า 5 มก./ล. ในกรณีที่มีคาร์บอนไดออกไซด์สูงในบ่อ การดีก๊าซ (Degas) โดยการใช้เครื่องเพิ่มออกซิเจน เพิ่มพื้นที่ผิวของน้ำจะทำให้คาร์บอนไดออกไซด์แพร่จากน้ำออกสู่อากาศได้ดีขึ้น ในกรณีฉุกเฉินการใช้ปูนร้อน (CaO) เข้าไปจับตัวกับคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดสารประกอบโซเดียมไบคาร์บอเนต แต่ต้องค่อยๆ ใส่เพื่อไม่ให้ความเป็นกรด-ด่างเพิ่มเร็วเกินไป

 

 

 

(5) ความเค็ม ระดับความเค็มของน้ำสำหรับกุ้งขาวแวนนาไม กุ้งขาวสามารถเจริญเติบโตได้ในความเค็มตั้งแต่ 2-35 ส่วนในพันส่วน กรณีที่เลี้ยงในพื้นที่การเลี้ยงความเค็มต่ำ ถึงแม้ว่ากุ้งขาวแวนนาไมจะเจริญเติบโตได้ในน้ำจืดต่ำ แต่การเลี้ยงกุ้งขาวเพื่อให้ได้ผลดีในพื้นที่ความเค็มต่ำนั้นควรไม่ต่ำกว่า 10-30 ส่วนในพัน ถ้าเลี้ยงกุ้งในน้ำที่มีความเค็มต่ำ จำเป็นต้องเติมเกลื่อแร่เพื่อรักษาระดับแร่ธาตุให้เหมาะสมกับกุ้ง

 

 

 

(6) ความกระด้างของน้ำ (hardness) เป็นการวัดค่ารวมของธาตุโลหะที่ละลายน้ำได้ทั้งหมด เช่น แมกนีเซียม แคลเซียม โซเดียม โปตัสเซียม เป็นต้น ธาตุโลหะละลายน้ำเหล่านี้สามารถแลกเปลี่ยนกับกุ้งได้ทางเหงือก มีประโยชน์ต่อทั้งการรักษาคุณภาพน้ำ และเป็นแร่ธาตุจำเป็นสำหรับกุ้ง ค่าเหมาะสมในบ่อเลี้ยงกุ้ง คือ ไม่น้อยกว่า 150 มก./ล. ในรูป CaCO3 การเลี้ยงกุ้งในน้ำความเค็มต่ำ กุ้งขาวอาจจะขาดเกลือแร่ ทำให้วิธีเสริมเกลือแร่ให้กับกุ้ง นอกจากจะเติมลงไปในอาหารแล้วยังสามารถเติมลงไปในน้ำ แล้วให้กุ้งดูดซึมเข้าทางเหงือก

 

 

 

(7) ค่าความเป็นด่าง ในน้ำที่เลี้ยงกุ้งต้องมีค่าความเป็นด่างที่เหมาะสมเพื่อเป็นระบบบัฟเฟอร์ (ระบบต้านทาน) การเปลี่ยนแปลงของความเป็นกรด-ด่าง ค่าความเป็นด่างที่เหมาะสมต่อการต้านทานการเปลี่ยนแปลงความเป็นกรด-ด่าง ต้องมากกว่า 100 มก./ล. ในรูป CaCO3

 

 

 

(8) ความโปร่งแสงของน้ำ ในบ่อเลี้ยงกุ้งขาวควรมีความโปร่งแสงอยู่ระหว่าง 20-40 เซนติเมตร นอกจากความโปร่งแสงของน้ำที่เหมาะสมแล้ว สีน้ำและความนิ่งของสีน้ำในระดับความโปร่งใสที่เหมาะสมก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะแสดงให้เห็นถึงสมดุลของแพลงก์ตอนพืชในบ่อเลี้ยงกุ้ง ที่จะสามารถทำให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงช้า ความโปร่งแสงของน้ำที่เปลี่ยนเพิ่มขึ้นระหว่างการเลี้ยงแสดงให้เห็นถึงการขาดปุ๋ยที่เป็นอาหารของแพลงก์ตอนพืช หรือมีแพลงก์ตอนสัตว์ และสิ่งมีชีวิตที่กินแพลงก์ตอนพืชมากเกินไป ความโปร่งใสที่เปลี่ยนแปลงลดลง แสดงให้เห็นว่าในบ่อนั้นมีสารอินทรีย์ในปริมาณมาก มีการใช้ออกซิเจนในการย่อยสลายมาก ทำให้มีปุ๋ยมาก แต่สภาพวะเช่นนี้เสียงต่อการขาดแคลนออกซิเจนและทำให้บ่อมีความเป็นกรด-ด่าง แกว่งในช่วงกว้าง

 

 

 

(9) แอมโมเนีย เป็นสารประกอบไนโตรเจนที่เป็นพิษกับกุ้ง เกิดจากการขับถ่ายของกุ้งและการย่อยสลายสารอินทรีย์ ของแบคทีเรียและจุลินทรีย์ ยิ่งให้อาหารมากโอกาสที่แอมโมเนียจะสะสมในบ่อเลี้ยงก็มีได้มากเช่นกัน แอมโมเนียเมื่อละลายในน้ำ จะมีความเป็นพิษลดลง แต่ถ้าความเป็นกรด-ด่างและอุณหภูมิสูงขึ้น ความเป็นพิษของแอมโมเนียมีมากขึ้น เช่น ที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ปริมาณแอมโมเนียอิสระที่ความเป็นกรด-ด่าง 7 เท่ากับ 0.8% ของปริมาณแอมโมเนียรวม และที่ความเป็นกรด-ด่าง 9.0 ปริมาณแอมโมเนียอิสระเท่ากับ 44.9%

 

 

 

แอมโมเนียอิสระที่เป็นพิษทำให้ลูกกุ้งขาวตายภายใน 96 ชม ลูกกุ้งขาว อยู่ที่ระดับ 0.2 มก./ล. และเท่ากับ 0.95 มก./ล. สำหรับลูกกุ้งน้ำหนัก 4.87 ก. ระดับของแอมโมเนียอิสระที่ไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตอยู่ที่ 0.03 มก./ล. ระดับที่เริ่มมีผลกระทบต่อกุ้งอยู่ที่ 0.1 มก./ล. พิษระยะยาวของแอมโมเนียคือทำให้อัตราการเจริญเติบโตลดลง และอัตราแลกเนื้อเพิ่มขึ้น แอมโมเนียในปริมาณสูงทำทำลายเหงือก ทำให้เหงือกบวมน้ำ และแลกเปลี่ยนออกซิเจนได้ลดลง แอมโมเนียในน้ำสูงจะทำให้แอมโมเนียในเลือดสูงตาม และลดความสามารถของเม็ดเลือดในการนำออกซิเจนเข้าสู่เซลล์ ทำให้กุ้งขาดออกซิเจนได้ง่าย และทำให้ความต้านทานโรคลดลง

 

 

 

(10) ไนไตรท์ กุ้งสามารถทนไนไตรท์ได้สูงถึง 200 มก./ล. ได้สูงกว่าปลา ไนไตรท์จึงไม่มีปัญหาในการเลี้ยงกุ้งขาว ในเอกสารแนะนำการจัดการคุณภาพน้ำในการเลี้ยงกุ้งขาวแบบหนาแน่นในระบบเรซเวย์ แนะนำให้ค่าไนไตรท์ในบ่อเลี้ยงกุ้งให้ต่ำกว่า 60 มก./ล.

 

 

 

(11) ไฮโดรเจนซัลไฟด์ เป็นก๊าซไม่มีสี มีกลิ่นเหม็นเหมือนไข่เน่า เกิดจากการย่อยสลายสารอินทรีย์ ในสภาวะที่ไร้อากาศ หรือจากปฏิกิริยาซัลเฟตรีดักชั่น ไฮโดรเจนซัลไฟด์อิสระจะมีพิษมากกว่าไอโดรเจนซัลไฟด์ที่ละลายน้ำ สภาวะที่ทำให้ไฮโดรเจนซัลไฟด์มีพิษมากขึ้นคือความเป็นกรด-ด่างต่ำ และอุณหภูมิสูง ที่ความเป็นกรด-ด่าง 7.5น้ำมีไฮโดรเจนซัลไฟด์รูปที่มีพิษ 14% และถ้าความเป็นกรด-ด่าง 7.2 น้ำมีไฮโดรเจนซัลไฟด์รูปที่มีพิษ 24% ระดับไฮโดรเจนซัลไฟด์ที่ไม่เป็นอันตรายต่อการเลี้ยงกุ้ง คือ 0.002 มก./ล. ในกรณีนำน้ำใต้ดินขึ้นมาใช้ต้องมีการเพิ่มออกซิเจนเพื่อสลายไฮโดรเจนซัลไฟด์ก่อนเติมลงไปในบ่อเลี้ยงกุ้ง




มาตรฐานฟาร์มกุ้ง

BAP คืออะไร วันที่ 10/11/2010   01:42:34 article
อัปเดท...รวมรายชื่อฟาร์มที่ได้อนุญาตนำเข้าอเมริกาทั้งหมด วันที่ 01/11/2010   23:07:41 article
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่9 วันที่ 08/11/2010   17:55:21
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 8 วันที่ 08/11/2010   17:52:10
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 7 วันที่ 08/11/2010   17:48:12
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 6 วันที่ 08/11/2010   17:45:52
มาตรฐานจีเอพี GAPตอนที่ 5 วันที่ 08/11/2010   17:42:39
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่4 วันที่ 08/11/2010   17:36:55
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 3 วันที่ 08/11/2010   17:32:45
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่ 2 วันที่ 08/11/2010   17:30:02
มาตรฐานจีเอพี GAP ตอนที่1 วันที่ 08/11/2010   17:26:14
Aquaculture Certification Council (ACC) คืออะไร วันที่ 01/11/2010   23:08:27
Best aquaculture practices (BAP) certification คืออะไร วันที่ 01/11/2010   23:09:21



Copyright © 2010 All Rights Reserved.

ราชันย์ฟาร์ม ฟาร์มเลี้ยงกุ้งขาวชีวภาพ
ตำบลท่ากุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดตราด